ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ยถา วาริวหา ปูรา (ธรรมโท)

 

ยถา วาริวหา ปูรา    ปริปูเรนติ สาครํ

                                             เอวเมว อิโต ทินฺนํ     เปตานํ อุปกปฺปติ.

                        ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมยังสาครให้เต็มได้ ฉันใด ทานที่ให้แต่โลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่ผู้ละไปแล้ว ฉันนั้น

            บัดนี้จักได้พรรณนาเนื้อความแห่งพุทธภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ เป็นนิกเขปบทเบื้องต้นนั้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติต่อไป

            คำว่าทาน คือการให้ หรือการสละแบ่งปันสิ่งของของตนเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ถือเป็นการละกิเลสอย่างหยาบคือความตระหนี่ ที่มีอยู่ในใจคนหรือสัตว์ที่ยังมีกิเลสทุกคน ไม่ว่าใครย่อมหวงแหนทรัพย์สินที่ตนหามาได้ แต่ถ้าใครยอมสละสิ่งของของตนให้เป็นประโยชน์แก่คนอื่นได้จึงถือได้ว่าเป็นคนที่มีจิตใจสูง ละความตระหนี่ได้ มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่บุคคลอื่น การให้ทานนั้นไม่ว่าจะให้แก่สัตว์ดิรัจฉาน หรือให้แก่มนุษย์ก็ตาม พระพุทธเจ้ายกย่องว่ามีผลมากทั้งนั้น แต่การให้ทานแก่มนุษย์มีผลมากกว่า ส่วนการให้ทานแก่พระภิกษุผู้มีศีลย่อมมีผลมากกว่าให้ทานแก่ผู้ไม่มีศีล ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงนิยมให้ทานกับพระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล ด้วยสิ่งของอันประณีต เช่นข้าวปลา อาหาร จีวร ยารักษาโรค รวมทั้งเสนาสนะทั้งหลาย เพราะเมื่อให้สิ่งของอันประณีต ย่อมได้รับผลอานิสงส์อันเลิศ สมดังพุทธภาษิตที่มีมาใน ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก ว่า

อคฺคสฺมึ ทานํ ททตํ    อคฺคํ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ

                                         อคฺคํ อายุ จ วณฺโณจ  ยโส กิตฺติ สุขํ พลํ.

                        เมื่อให้ทานในวัตถุอันเลิศ บุญอันประเสริฐ อายุ วรรณะ ยศเกียรติ

                        สุข และกำลังอันเลิศ ก็เจริญ.

 

            ดังนั้น เมื่อผู้ใดปรารถนาบุญอันประเสริฐ ที่มีผลมาก ย่อมให้ทานด้วยวัตถุอันเลิศ และให้ทานในผู้ที่มีศีลจึงจะถือว่ามีผลมาก ในการให้ทานเพืออุทิศแก่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยสิ่งของอันประณีตก็เช่นกัน องค์สมเด็จพระศาสดาได้ทรงยกย่องไว้ว่า เป็นทานอันประเสริฐที่จะยังผู้ที่ล่วงลับไปแล้วให้ได้รับผลเต็มที่ การให้ทานนอกจากผู้ที่ให้ทานจะได้รับผลแล้ว ผู้ที่ล่วงลับไปย่อมได้รับผลตามที่เราปรารถนาเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่หวังผลบุญอันประเสริฐพึงให้ทานด้วยวัตถุอันประเสริฐ สมดังพุทธภาษิตที่มาใน องฺคุตรนิกาย ปญฺจกนิบาต ว่า

อคฺคทายี วรทายี     เสฏฺฐทายี จ โย นโร

                                           ทีฆายุ ยสวา โหติ    ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชติ.

                        ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ให้สิ่งที่ดี ให้สิ่งที่ประเสริฐ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน

                        มียศในภพที่ตนเกิด.

            เมื่อให้ทานแก่ผู้ประเสริฐด้วยทานอันประเสริฐ ย่อมใด้รับผลอันประเสริฐ ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักแก่คนทั้งปวงด้วยความเป็นคนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีจิตเมตตา เขาย่อมเป็นผู้ที่มีอายุยืนนาน ไม่ถูกเบียดเบียน เป็นที่เคารพรักของคนและเทวดาทั้งหลาย

            สรุปความว่า ทานที่ผู้ทำด้วยวัตถุอันประเสริฐ ในผู้ที่ประเสริฐ ย่อมมีผลมาก เมื่อปราถนาอุทิศให้แก่ผู้ที่วายชนม์ไปแล้ว ทานนั้นย่อมยังประโยชนให้ได้รับผลอย่างเต็มที่ ดุจดังห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้เต็มได้ สมดังพุทธภาษิตที่ได้ลิขิตไว้เป็นนิเขปบทเบื้องต้นนั้นว่า

ยถา วาริวหา ปูรา    ปริปูเรนติ สาครํ

                                             เอวเมว อิโต ทินนํ     เปตานํ อุปกปฺปติ.

                                    ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสาครให้เต็มได้ ฉันใด ทานที่ให้แต่

                                    โลกนี้ย่อมสำเร็จแก่ผู้ละไปแล้วฉันนั้น

            ดังได้พรรณนามาฉะนี้

 

 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สุขํ ยาว ชรา สีลํ (ตรี)

สุขํ ยาว ชรา สีลํ. ศีลนำสุขมาให้ตราบเท่าชรา.            บัดนี้จักได้พรรณนาเนื้อความแห่งพุทธศาสนสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้เบื้องต้นนี้ พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติ สืบต่อไป            ผู้มีศีล คือผู้ที่มีจิตใจเต็มไปด้วยกุศลธรรม เป็นผู้มีปกติกาย วาจา ใจ ที่เป็นปกติ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน เป็นธรรมดาในโลกนี้ ถ้าเราไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น เราก็จะไม่ถูกเบียดเบียนด้วยเช่นกัน ตัวเรารักตัวกลัวตายฉันใด สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ก็รักตัวกลัวตายฉันนั้น เช่นกัน การดำรงชีวิตก็จะมีแต่ความสุข หากสังคมใดมีแต่คนที่ไม่มีศีล มีการทำร้ายกัน เบียดเบียนกันอยู่เป็นประจำ สังคมนั้นย่อมไม่มีความสุข เพราะต้องคอยระมัดระวังภัยอันตรายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ผู้มีปัญญาพึงรักษาศีล เพราะว่าศีลนำมาซึ่งความสุข สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก ว่า สีลํ รกฺเขยฺย เมธาวี. นักปราชญ์พึงรักษาศีล            นักปราชญ์ คือผู้ที่มีปัญญาในทางที่...

โอวเทยฺยานุสาเสยฺย (ธรรมเอก)

    โอวเทยฺยานุสาเสยฺย     อสพฺภา จ นิวารเย สตํ หิ โส ปิโย โหติ     อสตํ โหติ อปฺปิโย.              บุคคลควรเตือนกัน ควรสอนกัน และป้องกันจากคนไม่ดี เพราะเขาย่อมเป็นที่รักของคนดี แต่ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี              ในสังคมของคนเรานั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนดีส่วนใหญ่มักถูกเบียดเบียนจากคนไม่ดี เช่นการถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือการถูกรังแก การถูกทำร้าย เป็นต้นบุคคลใดที่มีกัลยาณมิตร คือมิตรที่ดี ซึ่งในที่นี้หมายถึงทั้งเพื่อน พี่น้อง ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ เป็นต้นซึ่งเป็นผู้ที่มีความปรารถนาดีต่อเรา เรียกว่าเป็นกัลยาณมิตรทั้งนั้น แม้ตัวเราเองก็ตามก็ต้องทำตัวเป็นกัลยาณมิตรของคนอื่นเช่นเดียวกัน คือต้องคอยเตือนกัลยาณมิตรของเราให้มีสติ มีศีล มีปัญญา ระมัดระวังอันตรายที่จะเกิดมีขึ้นจากคนไม่ดี ที่จะมาหลอกลวง หรือทำร้าย เมื่อต่างคนต่างคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างนี้ ชีวิตของคนเราย่อมได้รับความสุข